“ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ” ประชุมนัดแรก 19 ส.ค. ปรับยุบครม.เศรษฐกิจ

"ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ" ประชุมนัดแรก 19 ส.ค. ปรับยุบครม.เศรษฐกิจ

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด- 19) หรือ “ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ” จะแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคโควิด-19 ได้อย่างตรงจุด รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ซ้ำซ้อน กับการทำงานของกระทรวงและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นการระดมความเห็น ความต้องการในระยะจำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงตามสถานการณ์ แก้ไขผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบในระยะกลางและระยะยาวด้วย

ทั้งนี้ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ยังเป็นข้อเสนอจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวง หรือ ภาคธุรกิจ โดยมองตรงกันว่า จะช่วยให้การทำงานด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถมอบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาได้อย่างรอบด้านมากขึ้น โดยศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จะมีประชุมนัดแรกในวันที่ 19 ส.ค. มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมจะมีการประเมินแนวโน้มของผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ พิจารณาข้อเสนอของกระทรวงต่างๆ รวมถึงภาคธุรกิจ เชื่อว่าจะได้เห็นทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดียิ่งขึ้นในเวลาอันใกล้นี้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วนการตั้งคณะกรรมการสร้างไทยไปด้วยกันนั้น นายกรัฐมนตรี ต้องการรับฟังข้อเสนอแนะในความต้องการของจังหวัด เพื่อเสนอถึงรัฐบาลโดยตรง โดยให้จังหวัดได้มีการประชุม ระดมความเห็นของทุกภาคส่วน จัดทำเป็นข้อเสนอในระยะเร่งด่วนถึงรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลจังหวัดนั้นๆ คอยติดตาม ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ผลัดดันให้การทำงานสัมฤทธิผลโดยเร็ว และยืนยันว่า การทำงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยนั้น ไม่ซ้ำซ้อนกับกลไกรัฐที่มีอยู่ แต่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ดีเมื่อมีการถามว่า หากมีศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ แล้วยังต้องมีครม.เศรษฐกิจอีกหรือไม่ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวที่กระทรวงการคลังว่า ได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีแล้วว่า เมื่อมีศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ อาจจะไม่ต้องมีครม.เศรษฐกิจอีก

สำหรับ “ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ “ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ” มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนจากสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทยและนักธุรกิจชั้นนำ ร่วมเป็นกรรมการ

มีอำนาจหน้าที่สำคัญในการจัดทำข้อเสนอและกรอบแนวทางการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจทั้งระยะเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และระยะปานกลางและระยะยาว เพื่อยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตหลังโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สิ้นสุดลง รวมทั้งให้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สร้างความรู้และความเข้าใจ โดยอาจมีผู้เหมาะสมทำหน้าที่ผู้ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ ในนามของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ตามที่ประธานกรรมการมอบหมายด้วยมากไปกว่านั้น ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ นอกจากคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจฯ ยังมีคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งมี นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร เป็นประธานกรรมการ ผอ.สำนักงบประมาณ ปลัดกระทรวง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ โดยมีคณะอนุกรรมการอีก 3 ชุด ได้แก่

(1) คณะอนุกรรมการวิเคราะห์และเสนอแนะมาตรการบริหารเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้ง SMEs

(2) คณะอนุกรรมการวิเคราะห์และเสนอแนะมาตรการบริหารเศรษฐกิจ และส่งเสริมการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาว เพื่อยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตภายหลังจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สิ้นสุดลง

(3) คณะอนุกรรมการวิเคราะห์และสนับสนุนข้อมูลเศรษฐกิจรายสาขา เพื่อสนับสนุนด้านข้อมูลและรายละเอียดข้อเสนอแนะมาตรการเศรษฐกิจในสาขาต่างๆ ด้วย

ซึ่งเป็นการสะท้อนความตั้งใจจริงของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาพรวมและเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเร่งรัด จึงได้ผนึกกำลังเป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน